Thai Poet Society
ContemporaryPoetryForum
 กันยายน 08, 2010, 09:20:22 pm
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
« Thai Poet SocietyThe Communityข่าวความเคลื่อนไหวเนิบนาบของกวีนิพนธ์รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ »
Contents

Photobucket

Contac us
putushon@hotmail.com




พิมพ์


s



 (อ่าน 975 ครั้ง) [1] 2

  รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 01:33:35 pm » โดย ทีมงาน TPS.

                                                            ภาพ:thaiwriterassociation.org

รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์

13 กุมภาพันธ์ 2553
เริ่มเวลา 17.00 น ที่ PS แกลเลอรี่ แพร่งภูธร

- เสวนา คนหนุ่มสาวอ่านอะไร โดย :

สิทธิเดช โรหิตะสุข อ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ธิติ มีแต้ม บรรณาธิการ ปาจารยสาร
แก้วตา ธัมอิน เจ้าหน้าที่มูลนิธิ biothai

คุณวัตร ไพรภัทรกุล นักศึกษา ม.กรุงเทพฯ ดำเนินรายการเสวนา


- บทวิเคราะห์ศึกษาผลงาน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
โดย อ.สกุล บุณยทัต มหาวิทยาลัยศิลปากร

- เสวนา บทบาทกวีบนพื้นที่ทางการเมือง
โดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที และ วาด รวี

-อ่านบทกวีโดย Thai Poet Society
     ยอดฉัตร บุพศิริ
     ชาย ชาลา


*พร้อมนิทรรศการข้าวของเครื่องใช้ ภาพถ่ายของกนกพงศ์
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 01:39:16 pm » โดย อาณัติ แสน
ว้าววววววววว   
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 01:39:45 pm » โดย ทีมงาน TPS.
จะไป People Space ยังไง?
จากสี่แยกคอกวัว เดินตรงมาทางศาลเจ้าพ่อเสือ ประมาณ 300 เมตรจะเห็นถนนแพร่งภูธรอยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้ามาในแพร่ง เดินตรงมานิดหน่อยแล้วเลี้ยวซ้าย มองไปสุดทางจะเห็น People Space ตั้งอยู่ตรงมุมซ้าย (ป้ายเล็ก มองหาดีๆ สังเกตได้จากประตูที่เป็นกระจก)


คลิ๊กดูแผนที่ > People Space
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 01:40:13 pm » โดย อาณัติ แสน
ธิติ มีแต้ม  งั้นก็เล่นแทงรูด้วยไม่ได้อ่ะดิ  อิอิ
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 04:47:55 pm » โดย Opet
เสวนา บทบาทกวีบนพื้นที่ทางการเมือง
โดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที และ วาด รวี

ว้า...อย่างนี้เดี๋ยวก็พรวด  ๆ สิ
น่าจะเชิญพี่ ว.แหวน พี่หมีอบด้วย

"พื้นที่ทางการเมือง"
เราพูดกันเสมอมาว่าไม่ควรโฟกัสที่รัฐสภา ทำเนียบ
ดังนั้นยิ่งแล้วว่า ไม่ควรไปโฟกัส "บนเวที" ของสีใดสีหนึ่ง

แม้ผู้เข้าร่วมไม่หลากหลาย
แต่เชื่อมือพี่วาดฯ ว่าน่าจะ "เอาอยู่" อ่ะนะ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 05:29:35 pm » โดย meop
ผมคิดว่า ก็อย่าเพิ่งไปมองไปคิดว่า ใคร จะเป็นตัวแทนของ "สี" (แนวคิด, ความชอบ, ฝักฝ่าย, พิมพ์นิยม ฯลฯ) ใดเสียก่อนดีไหมล่ะครับ..

เราอาจต้องลองเชื่อมั่นก่อนว่า ผู้อภิปรายหรือผู้พูดย่อมจะเล็งเห็นว่า เวทีหนึ่งๆ เป็นสถานที่ที่มีความเฉพาะเจาะจงในตัวของมันเอง และไม่มีทางที่เวทีทุกเวทีจะเหมือนกัน

อย่างน้อย ผู้ฟังก็เป็นตัวกำหนดอยู่บ้าง ว่าสิ่งที่ตนจะต้องพูดนั้น คืออะไร (มิใช่หมายถึงต้องตามใจผู้ฟังดอกครับ แต่สมมุติเป็นคุณโอเปต คุณจะดุ่ยๆๆๆๆๆๆ ไปเท่าที่ตรูอยากจะพูด โดยไม่ลืมตาดูบ้างเลยเหรอว่าใครมันนั่งหน้าสลอนอยู่ข้างหน้า ? อิอิ) ดังนั้น น่าจะหวังได้ว่า ผู้พูดก็ย่อมจะคำนึงถึงประโยชน์พอควรของผู้ฟัง ในลักษณะที่เป็นการปฏิสัมพันธ์กันพอประมาณ..มันไม่ใช่การไฮด์ปาร์กนี่ครับ นี่มันเวทีพูดคุยเท่านั้นเอง.. ยิ้มเท่ห์

ศิลปะของการพูดคุยมันก็คงอยู่ตรงนี้กระมัง..และทุกคน (ยิ่งโดยเฉพาะผู้พูดที่ดี) ย่อมน่าจะเข้าใจร่วมกันในระดับหนึ่งนะครับ ผมว่าหยั่งงั้นนะ  ขยิบตา



บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 06:09:57 pm » โดย Opet
ผมก็ "ดักทาง" เอาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแหละครับ
หากเป็นดั่งพี่หมีอบว่ามาก็ดีทีเดียว

อิอิ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 06:39:29 pm » โดย meop
อูยย หัวทิ่มเลยผม เจอ "ทางที่ถูกดัก" (ไม่ผวนครับ แต่น่าเป็นชื่อตัวบทซักบทมั้ย ?)

เดี๋ยวผมว่าจะเล่น ดักรอ เลยดีกว่า  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 08:31:41 pm » โดย ju
"จู พี่กนกพงศ์ ไปสวรรค์แล้ว เป็นไข้หวัดใหญ่น้ำท่วมปอด" ข้อความจากเพื่อนมิตรวรรณกรรม"ขนำจันทร์"ส่งมาถึงผมช่วงบ่ายของวันนี้(13กพ.49) ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ร้องอุทานขึ้นพร้อมกับคำถามเป็นไปได้ยังไง เป็นไปได้หรือนี่
"พี่กนกพงศ์ไปสวรรค์แล้ว" ข้อความนี้ไม่ต้องการคำอธิบายอะไรอีก ความโศกาอาดูรพลันโถมทับ ยากจะบอกความรู้สึกที่เกิดขณะนั้นได้..โธ่เอ๋ยพี่ โธ่เอ๋ยพี่ นี่มันคือเรื่องจริงหรือนี่ มันเป็นไปได้หรือนี่
ก็ผมเพิ่งส่งที่อยู่ของพี่ไปให้ขนำจันทร์ แล้วโทรคุยกะแกเมื่อ 2-3 วันก่อนนี้เอง คุยกันเรื่องเรื่องสั้นที่จะส่งไปให้พี่
เราหลายคนค่อนข้างตั้งใจกันสูง เมื่อทราบข่าวว่าพี่จะออกนิตยสารเรื่องสั้น คล้ายๆ
ช่อการะเกด ชื่อ “ราหูอมจันทร์” เพื่อสร้างความคึกคักเคลื่อนไหวให้กับวงการอ่านเขียนเล็กๆ ของเรา
ขนาดผมเองไม่เคยเขียนเรื่องสั้นเป็นเรื่องเป็นราวกะเขา ก็อุตส่าห์ทำตัวเป็นตัวตั้งตัวตี
บอกข่าว คะยั้นคะยอเพื่อนมิตรทุกๆ คนที่รู้จักว่าเล่ม 2 กำลังคอยต้นฉบับอยู่ ตอนนี้ได้ครึ่งเล่มแล้ว โดยเฉพาะเรานักเขียนนามใหม่ๆ ที่กำลังต้วมเตี้ยมก้าวสู่เส้นทางสายนี้ รวมทั้งคนที่พอมีชื่อเสียงเรียงนามและห่างหายไป ไม่ว่าจะเป็น จรรยา อำนาจพันธุ์พงศ์,สายัณ เฉมเระ,ธารเมฆ,หมาฝัน,ขนำจันทร์,พันธ์ป่า ณ แดนสรวง ฯลฯ


จรรยา อำนาจพันธ์พงศ์ เป็นคนบอกข่าวและแกก็ส่งเรื่องสั้นไปให้พี่อ่านแล้ว รวมทั้งเรื่องของบังโสด-รัตนชัย มานะบุตร และได้ข่าวว่ากวีหนุ่มอย่าง วิสุทธิ์ ขาวเนียม และเพื่อนพ้องวรรณกรรมทางฝั่งอันดามันรุ่นใหม่ๆ หลายนามก็กำลังขะมักเขม้นกับข่าวคราวเล็กๆ อันแอบกระเพื่อมจิตใจส่วนลึกที่เงียบเหงาและเต้นเร่าของเราให้คึกคักไหวเคลื่อนตาม
ผมกับจรรยาคุยกันเรื่องนี้ว่าอย่างน้อยการคัดสรรของพี่หนกคงช่วยเคี่ยวกรำอะไรให้เราบ้างหรอก จะผ่านไม่ผ่านนั่นอีกเรื่อง และถ้ามีนักเขียนนามใหม่ๆสัก3-4คนผ่านเกิดก็คงสร้างสีสันอะไรใหม่ให้กับวงการบ้าง และคิดว่าพี่หนกเองก็คงต้องการเห็นสิ่งนี้ด้วย
แต่สำหรับวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างดับวูบลง.. ป่านนี้จรรยา คงทราบข่าวอันน่าเศร้าสลดหดหู่นี้แล้ว คงไม่ต้องบอกนะว่าจรรยารักและชื่นชมพี่เพียงใด ผมยังไม่รู้เลยว่าเราจะพูดคุยกันยังไงกับเรื่องนี้ของพี่ พี่คือต้นแบบและนักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจให้แกก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ก็ว่าได้ จนกระทั่งนำตัวไปรู้จักผูกพันกับพี่ และพูดถึงพี่อยู่บ่อยๆ เสมอๆ หลังสุดที่ผมไปสะเดา อันมีผม,จรรยา,บังโสด,ซี-สายัณห์ เฉมเร๊ะ ซึ่งเราคิดจะตั้งกลุ่มวรรณกรรมกันเล่นๆ สนุกชื่อว่ากลุ่ม"หัวมันหมก"ขึ้น เพราะทุกครานอกจากเราจะล้อมวงก่อไฟต้มน้ำกินกาแฟและต้มถั่วเขียวกินกันประจำที่บ้านบังโสดแล้ว วันดีคืนดีเราก็จะหมกหัวมันกินกันแล้วนั่งพูดคุยกันจนดึกดื่นคืนค่อนเสมอ เรายังคุยกันถึงเรื่องจะถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนพี่และไปกางเต๊นท์พักแรมกันที่เขาหลวงในเร็ววันนี้เลย
ยิ่งฟังจรรยาเล่าถึงพูดถึงพี่ ยิ่งอยากได้อยู่ล้อมวงร่วมสนทนาจิบกาแฟรอบกองไฟ ฟังเรื่องราวสนุกสนานเฮฮา มุขปาฐะจากพี่ "หลกนิอยู่กับพี่หนก แกมีแต่เรื่องเล่าสนุกสนานให้ฟังกันไม่เบื่อ หลายคนที่ชื่นชมผลงานของแก อาจผิดคาดไปถนัดถ้าได้มาเจอตัวจริง แกจะไม่คุยเลยนะเรื่องวรรณกรรมอะไรอย่างเราคุยกันนี่ แต่แกจะมีเรื่องหลกๆ มาคุยกัน..หลกนิพี่หนก" ถ้อยคำทำนองนี้จะออกจากปากจรรยาอยู่เสมอๆ เมื่อพูดถึงพี่ "แต่ถ้าแกพูดเรื่องวรรณกรรมนะ เรื่องก็น่าฟัง แกจะชี้ให้เห็นอย่างนี้ๆ ชัดเจนกระจ่างมีสาระ เอาจริงเอาจังไปเลย และก็จริงของแก" นั่นยิ่งทำให้ผมนึกไปถึงวันที่จะมีโอกาสได้ไปนั่งล้อมวงสนทนากันที่นั่น
พี่จะจำผมได้ไหม ผมเคยเจอะกับพี่ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่บู๊ทบ้านหนังสืองานสัปดาห์หนังสือสมัยจัดที่คุรุสภาฯ ช่วงที่พี่ได้ซีไรต์จาก"แผ่นดินอื่น"ไม่นาน ท่านั่งกับมาดอันดูผึ่งผายตอนที่พี่นั่งอ่านนิตยสารฉบับหนึ่งอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มเนือยๆ พร้อมๆกับลุกยืนขึ้นบิดตัวน้อยๆเหมือนสลัดทิ้งความเหนื่อยเหน็ดบางอย่างทิ้งไปก่อนที่ผมจะทักทายสวัสดีกับพี่นั้นยังติดตรึงอยู่ในห้วงทรงจำผมไม่เคยลืม อีกครั้งหนึ่งตอนพี่ไปเสวนาที่ มอ.ปัตตานีในฐานะศิษย์เก่า หลังจากนั้นผมก็ได้ส่งงานและเขียนจดหมายถึงพี่ในฐานะคนอ่านคนริเขียนหนังสือคนหนึ่งสืบมา
หลังจากพี่ตอบจดหมายมาถึงจรรยาเรื่องส่งเรื่องสั้นไปให้ว่าไม่ต้องเกร็ง มีเรื่องที่คิดว่าพอใจแล้วก็ส่งมาได้เลย จะช่วยดูให้ พร้อมคำแนะนำและกำลังใจแล้ว จรรยาก็ฝากข่าวไปถึงพี่ทางจดหมายฉบับล่าสุด และหันมาพูดกับผมว่าแกบอกไว้แล้วว่า ระวังไว้ให้ดีนะพี่หนก-จู พเนจร กำลังส่งเรื่องสั้นไปให้พี่ด้วย(ใครวะพี่คงนึก-ฮา) ผมยังนึกถึงความรู้สึกของตัวเองที่หัวเราะออกมาด้วยความตื้นตันในตอนนั้นได้อยู่เลย..
ผมไม่ได้รู้จักชิดเชื้อกับพี่เป็นการส่วนตัว แต่กลับรู้สึกรักนับถือและผูกพันอยู่ล้ำลึกเสมอมา อาจเป็นด้วยบุคลิกและความมาดมั่นบางอย่างทำให้พี่มีเสน่ห์เป็นที่รักและขวัญใจของพวกเราอยู่ลึกๆ
จดหมายฉบับหนึ่งที่พี่เขียนมาถึงผมเป็นการส่วนตัว เมื่อครั้งที่พี่ทำนิตยสารไรเตอร์ ซึ่งตอนนั้นผมส่งงานไปให้พี่พิจารณาหลายชิ้นทั้งบทความทั้งบทกวี ไปรษณียบัตรตอบกลับมาพร้อมคำแนะนำและกำลังใจให้เสมอ ผมยังเก็บมันไว้อย่างดี เช่นเดียวกับจดหมายซองสีน้ำตาลฉบับนั้น ถ้อยคำที่พี่ว่า "บทกวีคือดอกไม้ของโลก และกวีคือจิตใจของมนุษย์ผู้งดงาม"นั้นยังตราตรึงอยู่ในใจของผมเสมอจนกระทั่งวันนี้
ตอนนั้นตามอ่านคอลัมน์"จากหุบเขาฝนโปรยไพร" แล้วขำกลิ้งกับตอนหนึ่งหัวเราะจนตัวโยกตัวโคลงอยู่นานทีเดียว ก่อนที่จะได้จรดปากกาไปหาพี่ และพี่ก็ได้ตอบจดหมายนั้นมาถึงผม ถ้อยความอีกตอนหนึ่งที่ผมประทับใจว่า"ผมให้ความสำคัญและเปิดกว้างสุดเหยียดเสมอสำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้อ่านที่เป็นคนอ่านคนเขียนหนังสือด้วยกัน"
มีบรรณาธิการไม่กี่คนหรอกในยุคสมัยนี้ที่จะมีโอกาสลงมาคลุกคลีตีโมงทำหน้าที่บรรณาธิการอย่างเอาจริงเอาจัง และเอาใจใส่กับนักเขียนหนุ่มสาวผู้กำลังดุ่มเดินไปบนเส้นทางสายนี้อย่างไม่ลดละ และพี่ก็ได้ทำหน้าที่อย่างสมภาคภูมิแล้วแม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
เช่นเดียวกับนักเขียนที่มุ่งมั่นทำงานหนักนั้นมีมาก และเป็นของธรรมดา หากแต่จะ หานักเขียนที่ชีวิตทั้งชีวิตเขากล้าอุทิศให้แล้วซึ่งงานเขียน สรรค์สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการนั้นมีน้อยนัก และพี่เป็นคนหนึ่งในจำนวนน้อยนั้น
ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนหนุ่มผู้กำลังก้าวมั่นก้าวไกลเป็นความหวังของวงวรรณกรรมบ้านเราอีกคนที่น่าภาคภูมิ
ตอนที่ได้ข่าวว่าพี่กำลังทำนิตยสารเรื่องสั้นขึ้นมานั้น มันเสมือนมีอะไรอีกอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตวรรณกรรมบ้านเรามันมีสีสันครึกครื้นขึ้นมา
แต่แล้ว มิตรภาพ-ความหวัง-กำลังใจ ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ดูเหมือนจะดับวูบลงในพริบตา อย่างที่ไม่มีใครคิดคำนึง เมื่อข้อความอันแสนจะเศร้าสลดปรากฏขึ้นเมื่อบ่ายวันนี้เอง
พี่ครับ,เรื่องสั้น-ขนาดยาวของผมแล้วเสร็จเมื่อไรจะได้ส่งไปให้พี่อ่านนะครับพี่..


ด้วยรักและรำลึกถึง จู พเนจร 13 กุมภาพันธ์ 4549
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 08:34:54 pm » โดย ju
จาก"หุบเขาฝนโปรยไฟ" ในดงลึก
ยามดื่นดึกเงียบเหงาเทือกเขาหลวง
"ป่าน้ำค้าง" พร่างพรำลงบำบวง
"สะพานขาด" ลับล่วงไปนิรันดร์

ให้ "คนใบเลี้ยงเดี่ยว" เปล่าเปลี่ยวเหงา
"ยามเช้าของชีวิต" เคยคิดฝัน
คิดถึง"กนกพงศ์ สงสมพันธ์"
"แผ่นดินอื่น" ที่นั้นเป็นอย่างไร

เสียงพิมพ์ดีดตอกแทนความคิด
"เพื่อชีวิตคนสุดท้าย"ท้าทายสมัย
โอ,คนหนุ่มดุ่มเดินไม่เกินไกล
โลกกระไรโหดร้ายทำลายลง

"โลกหมุนรอบตัวเอง" อย่างเคว้งคว้าง
ทุกทุกอย่าง-แหลกยุ่ย-เป็นผุยผง
โอ,"ถนนนักเขียน" เผจียรผจง
จักคู่คงคืนค่าสู่นาครฯ

ยัง-ยังไม่สิ้นหวังไปทั้งสิ้น
ยิน-ได้ยินใช่ไหมใจถ่ายถอน..

อำลาอาลัยพี่กนกพงศ์ สงสมพันธ์ 13 กุมภาพันธ์ 2549
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 08:38:45 pm » โดย ju
จาก"หุบเขาฝนโปรยไฟ" ในดงลึก
ยามดื่นดึกเงียบเหงาเทือกเขาหลวง
"ป่าน้ำค้าง" พร่างพรำลงบำบวง
"สะพานขาด" ลับล่วงไปนิรันดร์

ให้ "คนใบเลี้ยงเดี่ยว" เปล่าเปลี่ยวเหงา
"ยามเช้าของชีวิต" เคยคิดฝัน
คิดถึง"กนกพงศ์ สงสมพันธุ์"
"แผ่นดินอื่น" ที่นั้นเป็นอย่างไร

เสียงพิมพ์ดีดตอกแป้นแทนความคิด
"เพื่อชีวิตคนสุดท้าย"ท้าทายสมัย
โอ,คนหนุ่มดุ่มเดินไม่เกินไกล
โลกกระไรโหดร้ายทำลายลง

"โลกหมุนรอบตัวเอง" อย่างเคว้งคว้าง
ทุกทุกอย่าง-แหลกยุ่ย-เป็นผุยผง
โอ,"ถนนนักเขียน" เผจียรผจง
จักคู่คงคืนค่าสู่นาครฯ

ยัง-ยังไม่สิ้นหวังไปทั้งสิ้น
ยิน-ได้ยินใช่ไหมใจถ่ายถอน..

อำลาอาลัยพี่กนกพงศ์ สงสมพันธ์ 13 กุมภาพันธ์ 2549
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 09:35:56 pm » โดย Opet
ตกลงพี่จูได้ส่งเรื่องสั้นขนาดยาวไปให้พี่หนกอ่านยังอ่ะครับ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 09:24:50 pm » โดย เพียงลมพัดผ่าน
คิ ด ถึ ง อ ย่ า ง สุ ด ซึ้ ง


ใ น ด ว ง ใ จ





แด่เธอ ผู้เกิดและดับก่อนกาล

อยากเจอ"คนใบเลี้ยงเดี่ยว"

ที่มักเขียน "บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร" คนนั้นสักครั้ง

คงจะดี ถ้ามีโอกาสได้จิบกาแฟใน"ยามเช้าของชีวิต"

และฟัง"นิทานประเทศ"จากเขา

ฉันอยากรู้ว่า"บ้านเกิด" "ในหุบเขา" ของเขานั้นจะน่ากลัว

และมี"แม่มดแห่งหุบเขา" หรือไม่

มันคงไม่น่ากลัวนักหรอก เพราะฉันได้ยินมาว่า "แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ"

อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งของ "รอบบ้านทั้งสี่ทิศ" ของเขา

อย่างน้อยแมวก็เป็นสัตว์น่ารัก ,ฉันคิดเช่นนั้น

..................

ในวันที่รู้ว่าเขาจากไปอยู่ "แผ่นดินอื่น"

ฉันใจหาย.. "น้ำตก"ดวงตาฉ่ำชื้น

ใจหาย แต่ไม่เสียใจ เพราะฉันรู้ว่าฉันจะยังได้พบเขา

เมื่อเวลาของ"คนตัวเล็ก" อย่างฉันมาถึง

...............

แม้ตอนนี้ "ป่าน้ำค้าง" จะเหน็บหนาว

และสะพานที่เชื่อมระหว่างการพบปะของฉันและเขาจะเป็นเพียง

"สะพานขาด"

แต่สะพานความคิดของเราไม่เคยขาดออกจากกัน

..............

บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 09:29:15 pm » โดย Opet
นำผลงานพี่หนก มาเขียนโยงร้อยได้ "เนียน" ดีมากครับ
ส่วนใหญ่เคยเห็นแต่ในบทกวีที่เป็น "กลอนฉันทลักษณ์"

โอววมีหนังสืองานศพพี่หนกด้วย
ของผมยกให้พี่คนหนึ่งไปแล้ว

มีบทกวีโอเป็ดข้างในด้วยนะ

อิอิ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 09:30:17 pm » โดย demalnshu
จะเข้ามาบอกเหมือนคุณโอเป็ดครับ  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 09:40:49 pm » โดย demalnshu
ช่วงผม 17 ย่าง 18 (ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว) เคยเจอพี่หนกหนนึง(แต่แกคงจำไม่ได้ว่าเคยเจอผม) จำได้ว่า พี่หนกชี้ให้ผมดูรุ้งบนยอดเขาหลวง...ผมหันไปมองแก รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย แต่ไม่เคยลืมเหตุการณ์วันนั้นเลย




ปล.ไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นซึ้งนะ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 10:51:15 pm » โดย chutchon
อยากสัมผัสหนังสืองานศพของพี่แกบ้างครับ
พี่กนกพงศ์ เป็นนักเขียนที่ผมชื่นชอบและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญคนหนึ่ง
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 10:54:02 pm » โดย Opet
ผมไม่มีเก็บซะด้วยซี 
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 10:57:42 pm » โดย chutchon
 ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 12:49:25 am » โดย meop
มาเอากะผม !
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 12:59:56 am » โดย หมาหัวใจอิสระ
อยากเอาด้วย






*แหะๆ
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 01:31:28 am » โดย chutchon
จริงอ้ะ??? พี่หมี่อบ
อย่าล้อเล่นน้า ผมเอาจริง อิอิ
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 01:43:10 am » โดย meop
แหม ก้อคุณจะสัมผัสเฉยๆ นี่นา ?
จะเป็นไรไป...ผมมี !
ผมก็ไม่ได้อยากให้เขาตาย ฮึๆๆ  เศร้า
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 01:47:48 am » โดย chutchon
 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 01:54:34 am » โดย meop
เขาตายไปนี่..ผมเหงาเหมือนกันนะ  แลบลิ้น
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 01:57:40 am » โดย chutchon
อาจเพราะงานของพี่เขาที่ผมชอบอ่านส่วนใหญ่เป็นบันทึก-จดหมาย
อ่านแล้วเหมือนแกมานั่งคุยให้ฟัง
แต่พอไม่มีเรื่องใหม่ๆให้อ่านอีกแล้ว... คิดถึงครับ
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 02:08:00 am » โดย meop
ก็คงงั้น อ่านจดหมายฯ แล้ว อยากเถียงชิ๊บห๋าย..อ้าว กรูจะไปเถียงกะใครล่ะว๊ะทีนี้ ?
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 05:25:41 pm » โดย dogcrazydream
สร้างกระแสสำนึกของคุณกนกพงศ์ ขึ้นมาสิ
 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 07:30:00 pm » โดย Opet
เสวนา บทบาทกวีบนพื้นที่ทางการเมือง
โดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที และ วาด รวี

ว้า...อย่างนี้เดี๋ยวก็พรวด  ๆ สิ
น่าจะเชิญพี่ ว.แหวน พี่หมีอบด้วย

"พื้นที่ทางการเมือง"
เราพูดกันเสมอมาว่าไม่ควรโฟกัสที่รัฐสภา ทำเนียบ
ดังนั้นยิ่งแล้วว่า ไม่ควรไปโฟกัส "บนเวที" ของสีใดสีหนึ่ง

แม้ผู้เข้าร่วมไม่หลากหลาย
แต่เชื่อมือพี่วาดฯ ว่าน่าจะ "เอาอยู่" อ่ะนะ


ผมคิดว่า ก็อย่าเพิ่งไปมองไปคิดว่า ใคร จะเป็นตัวแทนของ "สี" (แนวคิด, ความชอบ, ฝักฝ่าย, พิมพ์นิยม ฯลฯ) ใดเสียก่อนดีไหมล่ะครับ..

เราอาจต้องลองเชื่อมั่นก่อนว่า ผู้อภิปรายหรือผู้พูดย่อมจะเล็งเห็นว่า เวทีหนึ่งๆ เป็นสถานที่ที่มีความเฉพาะเจาะจงในตัวของมันเอง และไม่มีทางที่เวทีทุกเวทีจะเหมือนกัน

อย่างน้อย ผู้ฟังก็เป็นตัวกำหนดอยู่บ้าง ว่าสิ่งที่ตนจะต้องพูดนั้น คืออะไร (มิใช่หมายถึงต้องตามใจผู้ฟังดอกครับ แต่สมมุติเป็นคุณโอเปต คุณจะดุ่ยๆๆๆๆๆๆ ไปเท่าที่ตรูอยากจะพูด โดยไม่ลืมตาดูบ้างเลยเหรอว่าใครมันนั่งหน้าสลอนอยู่ข้างหน้า ? อิอิ) ดังนั้น น่าจะหวังได้ว่า ผู้พูดก็ย่อมจะคำนึงถึงประโยชน์พอควรของผู้ฟัง ในลักษณะที่เป็นการปฏิสัมพันธ์กันพอประมาณ..มันไม่ใช่การไฮด์ปาร์กนี่ครับ นี่มันเวทีพูดคุยเท่านั้นเอง.. ยิ้มเท่ห์

ศิลปะของการพูดคุยมันก็คงอยู่ตรงนี้กระมัง..และทุกคน (ยิ่งโดยเฉพาะผู้พูดที่ดี) ย่อมน่าจะเข้าใจร่วมกันในระดับหนึ่งนะครับ ผมว่าหยั่งงั้นนะ  ขยิบตา



ต่อสิ่งที่ผม "ดักคอ" "และ "ดักทาง" ไว้
จริง ๆ ผมอาจเขียนคลุมเครือเอง
ทำให้พี่หมีอบต้องออกกำลังชี้แนะ

ทำไมผมเพิ่งนึกออก ก็ไม่รู้ อิอิ
สงสัยเพราะใคร่ควญถึงงานที่จะมีในวันพรุ่งนี้

เมื่อเห็นรายชื่อวิทยากร
โดยเฉพาะรายการของพี่วาดกับพี่ไม้หนึ่ง
พี่ไม้หนึ่งน่ะแน่ใจได้ "สบายดีสีแดง"
ส่วนพี่วาดก็ฝักใฝ่สีแดงชัดเจน

จริง ๆ ผมไม่ได้หมายว่าเกรงเวทีรำลึกพี่หนก
จะเป็นเวทีของการ "ขาย" และ "ขยาย" สีแดง
อันเป็นการ "ป้ายสี" ให้พี่หนกแบบหนึ่ง

เพียงเท่านั้น

(เพราะถ้ายังมีชีวิตพี่หนกอาจสมาทาน "สีใดสีหนึ่ง" หรือ "ไม่เข้าสี" ใดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ใช้เวทีรำลึกถึงพี่แกมาช่วงชิงนิยามไปทางฝ่ายสีใด)

อันนี้เป็นแนวโน้มที่ผมกังวล
แน่นอนผมไม่มีสิทธิไปห้ามใครคิด หรือสันนิษฐานต่าง ๆ นานา
เพื่อชักโยงให้ไอดอลอย่างพี่หนกไปเข้ากับ "คติ" ของพวกตน
ทุกคนมีสิทธินั้นโดยสัมบูรณ์
แต่ขอบันทึกไว้ว่า
ผมรู้สึกอย่างนี้
กังวลอย่างนี้
ทั้งที่ผมไม่ควรกังวลอันใด
พับผ่า!
อิอิ

ประเด็นต่อมา ซึ่งเป็นประเด็นแท้จริงในโพสต์ที่ยกมาของผม
กล่าวคือ ที่ผมบอกว่า เวลาพูดถึง บทกวีหรือกวีกับการเมือง
คำว่า "การเมือง" (นอกจากที่เราเคยพูดกันเสมอมาว่า ไม่ควรโฟกัสไปที่นักการเมือง รัฐสภา แต่ควรเป็นการเมืองในความหมายกว้าง การเมืองของชีวิตประจำวัน)

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ยิ่งไม่ควรไปโฟกัสที่ "บนเวที" ของสีหนึ่งสีใด
นั่นแปลว่า...การที่งานนี้เลือกพี่ไม้หนึ่งมาเป็นวิทยากร ในหัวข้อนี้
ย่อมมองง่าย ๆ ว่า เพราะพี่ไม้หนึ่งเป็น "ภาพแทนที่ดี"
ของการนำบทกวีไปใช้เคลื่อนไหวใน "พื้นที่การเมือง" (บนเวทีเสื้อแดง)

ซึ่งทัศนะของผมยังเห็นว่าเป็นการให้นิยามความหมายของคำว่า "พื้นที่การเมือง" ที่แคบ (ต่อให้ทีมงานจัดสามารถเชิญเนาวรัตน์ หรือวสันต์ สิทธิเขต ไปร่วมเวทีนี้ด้วยก็เถอะ)

ดังนั้นจึงขอให้มองกวี/บทกวี ในพื้นที่การเมืองที่ไปพ้นเวทีสองเวทีนั้นด้วย


ผมคิดว่าพี่วาดคงจะมองเห็นข้อจำกัดนี้
และคงจะทำหน้าที่ได้ดีตามสมควร

เพราะผมคงไม่ได้ไปร่วมงานนี้นะครับ
จึงไม่รู้ว่ามันจะเิกิด (บรรยากาศ) อะไรขึ้นบ้าง
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: รำลึกกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบ #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 09:45:11 pm » โดย Homo erectus
หึหึ..เข้ามาขำกับมุขของคุณโอเป็ด... แต่โถๆๆๆ ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวลหรอกคร๊าบ ....กวีส่วนใหญ่ก็สอพลอ ด่าทุนนิยมและส่วนใหญ่ก็คนดีทั้งนั้น

จะมีกวีถ่อย แดงเถื่อนประดับเวทีบ้าง ก็เสียงส่วนน้อยคร๊าบ ...มิรู้หรือว่า "วงกาม" วรรณกรรมใครใหญ่... ฮาๆๆ

อย่ากังวลคร๊าบ ...โลกเท่าเทียมอุดมคติของพี่เป็ดคงไม่นานเกินรอ(ฮา)
บันทึกการเข้า

 (อ่าน 975 ครั้ง) [1] 2
กระโดดไป:  
MemberTools

Photobucket
PhotobucketPhotobucketPhotobucket




หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ปฏิทิน
รายชื่อสมาชิก

เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก



()







15847 กระทู้
2366 หัวข้อ
818 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Ya_

Powered by PHP
Powered by MySQL
Valid XHTML 1.0!
Valid CSS!


รายชื่อหนังสือกวีนิพนธ์ส่งประกวดรางวัลซีไรต์ ๒๕๕๓

Photobucket


SimpleTalks


Thai Poet Society Light Talk



Powered by SMF 1.1.6 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Simplicity design by Bloc