Thai Poet Society
ContemporaryPoetryForum
 กันยายน 08, 2010, 10:06:55 pm
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
« Thai Poet SocietyThe Writingบทกวีจากพื้นที่ต่างๆ [Not Yours]ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง »
Contents

Photobucket

Contac us
putushon@hotmail.com




พิมพ์


s



 (อ่าน 1303 ครั้ง) 1 [2]

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 08:27:09 pm » โดย wad rawee
คุณ ju ครับ ก่อนผมจะต่อ ขอรบกวนคุณ ju เรื่องหนึ่งครับ

คุณ meop บอกว่า

เพราะเขาไม่ค่อยอยู่กับที่.."กลอน" ชอบพาเขาไปไหนต่อไหนอยู่เรื่อย ฮ่าๆๆ

ผมอยากจะให้คุณ ju ช่วยวิเคราะห์หน่อยครับ ว่ากลอน 2 บทนี้ "ทักษะ" ของผู้ประพันธ์เป็นอย่างไร เป็น "กลอนพาไป" จริงหรือไม่ อยากให้คุณ ju ช่วยฟันธงหน่อย ดูเฉพาะทักษะนะครับ ส่วนเนื้อหาที่ขัดแย้งกันระหว่าง 2 บทนั่นยังไม่ต้องสนใจก่อน ดูเฉพาะทักษะของผู้ประพันธ์ ว่าเป็น "กลอนพาไป" หรือเปล่า

รบกวนคุณ ju ช่วยวิเคราะห์และตอบแบบฟันธงหน่อยครับ เอาแบบ "ฟันธง" นะครับ
(เอ้อ ขอสั้น ๆ ด้วยนะครับ)
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 12:19:40 am » โดย meop
อ้ะ..อ้ะ..คุณจูว่าไง ?

ผมชักสนุกแล้วละเออ...

ใครล่ะ ? ใครล่ะจะบอกว่า กลอนของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (อ้ะ จะเอาแค่สองบทนี้ก่อนก็ได้) ไม่ถูก "พาไป" ?

คุณจู จะเป็นคนบอกหรือเปล่า ?! ?

อ้ะครับ..ผมรอฟังละทีนี้.... ขยิบตา
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 09:01:49 pm » โดย ju
อ่ะ ผมเหรอ...
จะเป็นที่ให้ ปักธง ก็งงๆนิดๆ
...

ทักษะ แปลว่าความเชี่ยวชำนาญ ตรงข้ามกับกลอน พาไป คนละลักษณะ
ถ้าดูดีๆ บทกวีสองชิ้นนั้น ใช้ทักษะในการพาไปถูกเหตุถูกผลของมันอยู่
คือ ใช้ทักษะพาไปเพื่อเรียกร้อง มรดกร่วม
กลอนพาไปของเนาวรัตน์ จึงเป็นไปตามทักษะที่จะให้เหตุผลร่วมกันในส่วนนั้นคนละส่วน อธิบายกันและกันได้ครับ
....

คือ เรียกร้อง มรดกร่วมกัน และไม่ควรผลีผลามไปให้เขาฝ่ายเดียว... ฮืม
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #33 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 02:51:56 am » โดย wad rawee
ขอบคุณมากครับคุณ ju คำตอบของคุณช่วยให้ผมมั่นใจขึ้นมากทีเดียว

ก่อนจะต่อผมขอทบทวนความจำของหลาย ๆ คนนะครับ เพราะรู้สึกคนที่นี่จะลืมง่าย เริ่มจากคุณ meop นะครับ ที่กระทู้ “เพื่อนรัก” นะครับ ตรง ตอบ#1 นะครับ คุณโกฏิดาราแสดงความเห็นดังนี้นะครับ

คงจะเป็นคำถามเปรย+รำพึง ถึงคุณไม้หนึ่ง ก. กุนที?
การเมืองกับเพื่อน...



อย่างนี้นะครับ มีเครื่องหมายคำถามด้วย แล้วคุณ meop ตอบมาใน ตอบ#2 ว่า

นัยยะของตัวบทส่งสารถึงมิตรกวีคนใดเราย่อมตระหนักแก่ใจ..หากทว่า ผมชอบบทนี้ตรงที่มันเล่นกับการเว้นช่วงคำที่คาดเดาไม่ได้

อย่างนี้นะครับ ที่คุณตอบคุณโกฏิดาราว่า “นัยยะของตัวบทส่งสารถึงมิตรกวีคนใดเราย่อมตระหนักแก่ใจ” นี่หมายความว่าอะไร?  ถ้าสิ่งที่ “ตระหนักแก่ใจ” ของคุณไม่ตรงกับคุณโกฏิดาราคุณใช้คำว่า “ย่อม” ทำไม หรือทำไมคุณไม่คัดค้านถ้าสิ่งนั้นไม่ตรงกับใจคุณ?

เพราะฉะนั้นที่คุณ meop บอกในกระทู้นี้ว่า

นี๊ดนึงครับ..ผมจำได้ว่า เอ ผมไม่ได้พูดว่ามนตรีเขียนบทนั้นถึงไม้ ๑ นะ ?

นี่คุณกำลังแถหรือเปล่าครับ?  (หรือว่าผมอ่านความอะไรผิดพลาด? หรือว่าคุณจะตอบแบบเล่นคำ? –เพราะคุณก็ไม่ได้พูดประโยคนั้นจริง ๆ นั่นแหละ แต่สิ่งที่คุณทำคือสนับสนุนคำพูดของโกฏิดารา)

“แถ” นี่ไม่ใช่ผมด่านะครับ แต่เป็นคำแสดงอากัปกิริยาของการแสดงความคิดเห็นที่พยายามบ่ายเบี่ยงประเด็นออกจากตัวน่ะครับ ซึ่งมีกิริยานี้ในการแสดงความเห็นอื่น ๆ ของคุณต่อผมด้วยแต่ผมจะไม่นำมารวมในการอภิปราย เพราะจะยืดเยื้อเปล่า ๆ

และสำหรับคุณ Opet หรือคนอื่นที่ยังข้องใจประเด็นนี้อยู่ ตรงวงเล็บในกระทู้นี้ที่ผมบอกไม่เห็นด้วยกับคุณ meop นั้น ก่อนที่ผมจะพูดถึงบทกวีของมนตรี ผมบอกว่าอย่างนี้นะครับ

เพราะฉะนั้นถ้ายกทัศนะของคุณ ju ออก และยกทัศนะของคุณ meop ที่บอกว่ามนตรีเขียนให้ไม้หนึ่งออก ให้อ่านบทกวีชิ้นนี้เพียว ๆ ผมก็โอเคในแง่ที่ถึงแม้ไม่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ได้ แต่ก็อาจจะ “แทงใจ” ใครบางคนได้ในสถานการณ์ย่อย ๆ

ย้ำนะครับ ผมบอกว่า “ยกออก” นะครับ ไม่ใช่ “ยกเข้า” เพราะฉะนั้นเรื่องมนตรีจะเขียนถึงไม้หนึ่งหรือไม่ไม่อยู่ในการอภิปรายนะครับ ถ้าข้อความไม่ชัดผมย้ำอีกครั้งนะครับ ย้ำตรง ๆ ด้วยนะครับ เข้าใจตรงกันนะครับ

บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 03:15:00 am » โดย wad rawee
เอาละ ทีนี้มาต่อ กลับมาที่บทกวีของเนาวรัตน์ที่ยกมา 2 บทนี้ ซึ่งคุณ meop บอกว่ากลอนพาเขาไป ซึ่งผมก็สรุปความหมายของคุณ meop อีกทีในตอนที่ให้คุณ ju ช่วยวิเคราะห์ 2 บทนี้ว่า “กลอนพาไป” จริงหรือไม่ ซึ่งคุณ meop ก็ไม่ได้คัดค้านนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าเราไม่น่าจะมีปัญหากับคำว่า “กลอนพาไป” กันนะครับ ความหมายก็คือสามัญสำนึกร่วมกันของคนเขียนกลอนนะครับ ทุกคนรู้เหมือนกันนะครับว่า “กลอนพาไป” คืออะไร

แยกดูบทกวีของเนาวรัตน์ทีละบทนะครับ

สร้างปราสาทพระวิหารให้สมบูรณ์
เทิดทูนปณิธานแห่งบรรพบุรุษ
มรดกอารยะของมวลมนุษย์
ผ่องพิสุทธิ์เหนือชาติพันธุ์กาลเวลา


ตรงบทแรกนี่ขอให้สังเกตตรงที่ผมตัวดำไว้นะครับ คำว่า “ปราสาทพระวิหาร” นี่คนชอบเรียกผิดเป็น “ปราสาทเขาพระวิหาร” แม้แต่ฝ่ายเสื้อแดงเวลาที่โต้แย้งในเรื่องนี้ก็เรียกผิดอยู่ตลอด แต่เนาวรัตน์เรียกได้ถูกต้องนะครับ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดของการเลือกใช้คำและมีความรู้นะครับ

พระวิหารมิใช่เพียงตัวปราสาท
หากคือความมุ่งมาดปรารถนา
ศูนย์รวมแห่งความรักความศรัทธา
ศานติแห่งมวลมหาประชาชน


อย่างนี้คือกลอนพาไปหรือ?

มือที่เศกผาหินแผ่นดินหอม
ถวายจอมสุริยะพระเวหน
พระบารมีแผ่ไปในภูวดล
ไม่จำกัดปริมณฑล เทวาลัย


อย่างนี้กลอนพาไปหรือ?

ปราสาทพระวิหารจักสมบูรณ์
ต้องรวมศูนย์ศรัทธาชนคนส่วนใหญ่
ร่วมแผ่นภูมิ "เขมรินทร์-บดินทร์ไทย"
ปราสาทชัยบริบาลศานติธรรม


อย่างนี้นี่กลอนพาไปหรือ? คำว่า “เขมรินทร์-บดินทร์ไทย” นี่กลอนพาไปหรือ? ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าดูเฉพาะ “ทักษะ” แล้ว แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนนั้น “เป็นนายของคำ” ไม่ใช่กลอนพาไปอย่างแน่นอน ผมท้านะครับ คุณ meop หรือ คุณ ju หรือใครก็ได้ในบอร์ดนี้ที่มั่นใจใน “ฝีมือ” กลอนของตัวเอง ขอให้ลองตรงนี้เลย ลองเดี๋ยวนี้เลย ภายใน 2 ชั่วโมงนะครับ เขียนบทอาเศียรวาทให้ฝังอยู่ในบทเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้เนียนกว่าเนาวรัตน์ ให้เชิงกลอนเหนือกว่าบทนี้ ท้าเลยนะครับ มีใครทำได้บ้าง? มีใครมือถึงพอบ้าง?

ทัศนะทางการเมืองไม่เกี่ยวนะครับ โจทย์คือเขียนบทอาเศียรวาทให้ฝังอยู่ในการเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกฯ นะครับ ลองดูสิ มีใคร “ทักษะ” เหนือกว่าเนาวรัตน์บ้าง?

พูดตรง ๆ ผมไม่คิดว่าจะมีนะครับ แม้แต่ประกายที่ผมเชื่อว่าสามารถบงการคำได้ไม่แพ้เนาวรัตน์ ผมก็คิดว่าหากท้าให้ประกายเขียน เขาก็ยังคิดหนักเลยนะครับว่าจะทำได้หรือไม่

ทีนี้มาดูอีกบท บทนี้เป็นกาพย์ ดูจังหวะคำนะครับ

ใช่เสียแค่ปราสาท
แต่เสียชาติและเสียหน้า
รัฐบาลไร้เดียงสา
ไม่รู้สึกไม่รู้สม


อย่างนี้

ลุกลี้ไปรับรอง
แลลุกลนมีลับลม
ซ่อนเล่ห์อันโสมม
ด้วยสามานย์ สันดานเดิม


อย่างนี้

รับรองเป็นของเขา
สะเพร่าพลาดสะเพร่าเพิ่ม
โอหัง ยังเหิมเกริม
ไม่รู้หนาว ไม่รู้ร้อน


อย่างนี้

เสียสิทธิ์ ทักท้วงสิทธิ์
เหนือพื้นที่ ที่ทับซ้อน
เสียขวัญ ทวยนาคร
และเสียศรีสะเกษศรี


และอย่างนี้นี่กลอนพาไปหรือ “เสียศรีสะเกษศรี” นี่กลอนพาไปหรือ? คุณ meop มี “ทักษะ” ในการเขียนกาพย์สูงกว่านี้หรือ?

ถ้า 2 บทนี้ของเนารัตน์เป็น “กลอนพาไป” แล้วละก็ คนเขียนกลอนประเทศนี้ก็คงมีไม่กี่คนละครับที่เขียนกาพย์กลอนเป็นจริง ๆ

คำตอบของคุณ meop ที่บอกว่ากลอนพาไปนี่น่าผิดหวังจริง ๆ ครับ น่าผิดหวังอย่างยิ่งโดยเฉพาะคุณ meop ที่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี และได้เคยตั้งกระทู้อภิปรายสนทนาเกี่ยวกับบทกวีของเนาวรัตน์ในกระทู้ “ภูมิเมืองอุตรดิษถ์นี้เป็นไฉน?!?” มาแล้วด้วย (ผมขอแนะนำให้ผู้อ่านอ่านกระทู้นี้ประกอบด้วยนะครับ)

คำถามที่พวกคุณถามกันในกระทู้นั้นว่า “ทำไมต้องสูงสุดอุตรดิษถ์?”  ผมพอมีคำอธิบาย แต่เดี๋ยวจะว่าทีหลัง

สำหรับคนที่เขียนกลอนเป็นอ่านกลอนเป็น ผมเชื่อว่าน่าจะมีความเห็นไม่ต่างกับคุณ ju นะครับ ในข้อที่ว่า เมื่อแยกพิจารณาบทกวี 2 บทนี้โดยที่ไม่ต้องเอาความรู้ประวัติศาสตร์เข้ามาจับ และไม่คำนึงถึงความขัดแย้งกันของบทกวี บทกวีแต่ละบทมีความ “สมเหตุสมผล” อยู่ในตัวของมัน และที่มันเป็นดังนั้น ประการแรกก็คือ “ทักษะ” ในการเขียนของเนาวรัตน์ และประการต่อมาก็คือ “ผี” ที่สิงอยู่ในบทกวีทั้ง 2 บทนี้

ครับ บทกวีของเนาวรัตน์ทั้ง 2 บท เป็น “บทกวีผีสิง” ครับ


ผมจะเอาบางวรรคลงมาไล่ให้ดูนะครับ

เทิดทูนปณิธานแห่งบรรพบุรุษ
ศูนย์รวมแห่งความรักความศรัทธา
พระบารมีแผ่ไปในภูวดล
ต้องรวมศูนย์ศรัทธาชนคนส่วนใหญ่
ร่วมแผ่นภูมิ "เขมรินทร์-บดินทร์ไทย"
อย่าดึงโขดพนมดงรักลงต่ำ
ศักดิ์สิทธิ์ ปราสาท เขาพระวิหาร
ปรางค์ประธาน ปริมณฑล เป็นสัจจะ
ร่วมมหาพระวิหาร แห่งธรรมเทอญ
ใช่เสียแค่ปราสาท
แต่เสียชาติและเสียหน้า
โอหัง ยังเหิมเกริม
ไม่รู้หนาว ไม่รู้ร้อน
เสียขวัญ ทวยนาคร
และเสียศรีสะเกษศรี
ไม่ใช่เรื่องคลั่งชาติ
และไม่ใช่เรื่องไมตรี
แต่นี้ จะร้องเพลง
ประเทศไทย......ให้ใครฟัง


พอจะเห็น “ผี” กันหรือยังครับ?

ถ้ายังไม่เห็น เรามาดู ภูมิเมืองอุตรดิษถ์ เพิ่ม

   พ่อพระพระยาพิชัย   ถวายใจเป็นราชพลี
ศักดิ์ดาบเหล็กน้ำพี้      มาหล่อเมืองพิชัยเมือง
   แตกกรุงแล้วตั้งกรุง   ผดุงด้าวไผทประเทือง   
น้ำน่านตำนานเนือง      กระเดื่องเดชแห่งแผ่นดิน
   สูงสุดอุตรดิตถ์   จงศักดิ์สิทธิ์อย่ารู้สิ้น
ภูมิราษฎร์ภูมิบุรินทร์      มาบริบาลนิรันดร์สมัย
   ภูมิเมืองอุตรดิตถ์   ภูมิสถิตพระยาพิชัย
ภูมิธรรมค้ำคูณไผท      ภูมิน้ำใจประชาชน
   เลือดพ่อพระยาพิชัย   อันหลั่งไหลอยู่ในตน
ภักดีพระภูวดล      อุตรดิตถ์นิรันดรฯ


บทนี้เป็นอีกบทที่ไม่เพียงสะท้อน “ทักษะ” ของเนาวรัตน์ แต่ยังสะท้อนให้เห็น “ผี” ตัวเดียวกัน ในกระทู้นั้นหลายคนแสดงความเห็นว่าเนาวรัตน์ดูถูกกวีคนอื่นว่าไม่รู้ประวัติศาสตร์ จึงเขียนให้พระชาพิชัย “ภักดีพระภูวดล” แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญกว่านั้น และเป็นประเด็นที่อธิบายและตีประเด็นทางประวัติศาสตร์ให้ตกไป

เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก

ข้างต้นนี้คือคำขวัญของเมืองอุตรดิษถ์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทำไมเนารัตน์จึงต้อง “ศักดิ์ดาบเหล็กน้ำพี้ มาหล่อเมืองพิชัยเมือง”  พิชัยเมืองนะครับ จำไว้ให้ดี ทีนี้ตรงคำที่เป็นชื่อบทด้วย ที่บอกว่า “ภูมิเมืองอุตรดิตถ์” ทำไมเนารัตน์ถึงใช้คำนี้ ลองดูข้างล่างนี่ก่อนนะครับ

ทรงกล่าวถึงภูมิสถานเมืองอุตรดิตถ์
    
"อนึ่ง เมืองพิชัยนั้นโดยภูมิฐานที่ตั้งไม่ดี มีแต่ร่วงโรยลง ที่เมืองอุตรดิตถ์นี้ความเจริญขึ้นรวดเร็ว มีการค้าขายแลผู้คนมากจนเป็นอำเภอก็จะไม่ค่อยพอที่จะปกครองรักษา ฉันจึงสั่งให้ย้ายที่ว่าการเมืองขึ้นมาตั้งที่พลับพลานี้ แต่อำเภออุตรดิตถ์ก็คงเป็นอำเภออุตรดิตถ์อยู่ อำเภอพิชัยก็คงเป็นอำเภอเมืองพิชัย ย้ายแต่ที่ว่าการเมืองแลศาลเมืองขึ้นมาตั้งที่นี่ แลพลับพลาที่สร้างขึ้นนี้จะใช้ได้ต่อไปอีกหลายปี กว่าการที่ปลูกสร้างใหม่จะแล้วสำเร็จ"
   
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔


นี่เป็นบันทึกคราว ร.5 เสด็จประพาสอุตรดิตถ์ ผมเอามาจากวิกิพีเดีย จะเห็นนะครับว่ามีการแข่งบารมีกันระหว่าง “พิชัย” กับ “อุตรดิตถ์”  พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์นี่เดิมทีเมืองใหญ่คือเมืองพิชัย อุตรดิตถ์นั้นเป็นเพียงท่าเรือ ส่วนพิชัยนั้นเป็นเมืองแม่ พื้นที่ที่เป็นอำเภอเมืองในปัจจุบันนี้นั้นเดิมชื่อท่าอิด คำว่า “อุตรดิษถ์” นี่เป็นนามพระราชทานโดย ร.4 แปลว่า “ท่าน้ำทางเหนือ” ต่อมาจึงได้มีการยกความสำคัญของ “อุตรดิษถ์” ขึ้นเหนือเมือง “พิชัย” และใช้เป็นชื่อจังหวัดในที่สุด โดยเมืองพิชัยลดฐานะลงเป็นเพียงอำเภอในอาณัติของอุตรดิษถ์

คำว่า “ภูมิ” ใน “ภูมิเมืองอุตรดิษถ์” นี่มีสองนัย “ภูมิ” แรกคือ “ภูมิใจ” ซึ่งในเนื้อเพลงประจำจังหวัดก็มีคำว่า “ภูมิในดวงแดด้วยเมืองลับแลเรานี่” ส่วน “ภูมิ” ที่สองคือ “ภูมิสถาน” หรือ “ชัยภูมิ” คำว่า ภูมิเมืองอุตรดิษถ์ ในที่นี้จึงมี 2 นัย นัยหนึ่งคือ ภูมิใจในเมืองอุตรดิษถ์ นัยที่สองคือ ภูมิสถานของเมืองอุตรดิษถ์ เมื่อ 2 นัยนี้รวมเป็นหนึ่งก็ทำให้แปลความได้ว่า ภูมิใจในภูมิสถานของเมืองอุตรดิษถ์

และนี่คือสาเหตุว่า ทำไมต้อง สูงสุดอุตรดิษถ์ (ไม่ใช่สูงสุดพิชัย ไม่ใช่สูงสุดลับแล ไม่ใช่สูงสุด ฯลฯ) เพราะ อุตรดิษถ์ นั้นคือภูมิใหม่ที่เจริญวัฒนาขึ้นแทนที่พิชัยที่เสื่อมไปนั่นเอง ดังนั้น แม้แต่ “พ่อพระพระยาพิชัย” จึงต้อง “ถวายใจเป็นราชพลี” “ภักดีพระภูวดล”

จะเห็นได้ว่าประเด็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้นไม่เป็นประเด็นอีกต่อไป เมื่ออำนาจของ "ผี" ทำงาน ความสมเหตุสมผลจะเกิดขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งในเรื่องเดียวกันนี้ก็คือคำขวัญของจังหวัดที่ผมยกมาให้ดูนั่นแหละ จะเห็นว่าในคำขวัญนี้เชิดชู "พระยาพิชัย" ชัดเจนนะครับ คำขวัญนี้เกิดในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม  พล.อ.เปรมนี่ชื่นชม "พระเจ้าตาก" มากนะครับ เคยเป็นเจ้าภาพร่วมกับวัดแห่งหนึ่งสร้างเหรียญพระเจ้าตากซึ่งเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์มาจนถึงวันนี้ และผมคิดว่า พล.อ.เปรมก็ไม่เคยคิดว่าการเชิดชูพระเจ้าตากนั้นเป็นการไม่ "ภักดีพระภูวดล" ด้วย เหตุที่เป็นดังนั้นก็เพราะอำนาจของ "ผี" นั้นมีเหนือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์


“ผี” ในที่นี้ก็คือวาทกรรมที่ทรงอำนาจเหนือเนาวรัตน์ เปรม และคนไทยคนอื่น ๆ รวมถึงคุณ meop ซึ่งแม้จะมีความรู้ประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี และรู้สึกแปร่งแปลกกับบทกลอน “ภักดีพระภูวดล” แต่ก็มองไม่เห็นว่าเนาวรัตน์เป็นเพียง “ร่างทรง” ของ “วาทกรรม” ที่ทรงอำนาจนั้น แม้แต่เมื่อผมนำบทกลอนสองบทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารที่ขัดแย้งกันอย่างวิกลจริตในระยะเวลาที่ห่างกันเพียง 2 อาทิตย์ คุณ meop ก็มีเพียงคำอธิบายว่า “กลอนพาไป” และ เนาวรัตน์ก็เป็นอย่างนั้นแล
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #35 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 03:26:29 am » โดย wad rawee
(ต่อ)

การอภิปรายของผมเริ่มต้นตรงจุดนี้ ตรงจุดที่คุณ meop บอกว่า

บทกวี มันอาจมีหลายแบบได้ และบทแบบนี้ คือแบบพิเชฐ แบบมนตรี มันก็เป็นบทแบบหนึ่งที่อาจ "แทง" ไปโดนใจใครเข้าก็ได้ ใครที่ไม่มีข้อมูล ไม่รับรู้เรื่องราวซับซ้อนของการเมืองไทย หรือไม่แม้แต่จะแยกรู้...

และ

ถ้ามัน "ทำงาน" กับคนบางกลุ่มเล่าครับ ? คนที่อาจมิได้แสวงหาความเข้าอกเข้าใจเงื่อนงำซับซ้อน มิได้พยายามจะแกะปมอะไรลึกลับออกมาอย่างเช่นคุณวาดฯ คุณ ฯลฯ ในที่นี้

และ

ซึ่งมันอาจเป็นการเข้าใจ "ผิด" (ตามทัศนะของเรา) อาจ "กลางกลวง" (ตามทัศนะของเรา) อาจ "ยอมจำนน" (ตามทัศนะของเรา) แต่เรารู้ได้ยังไงเล่าว่าการที่คนๆ นั้น จงใจ สมัครใจจะคิดเช่นนั้นๆ มันจะผิด (สำหรับเขา) ตรงไหน ?

และ

ถ้าไม่งั้น ดูเหมือนบทกวีต้องมีแบบเดียว ? คือแบบที่พูดถึงปัญหาหมดทุกกระเบียด อย่าได้หลุดซักนิดนึงเชียว !


ผมถามคุณ meop กลับว่า บทแรกของเนาวรัตน์ “แทงใจ” ใคร? บทที่สอง “แทงใจ” ใคร?

คุณ meop ไม่ได้ตอบ เหตุที่คุณไม่ได้ตอบก็เพราะว่าเมื่อคุณเห็นความขัดแย้งกันอย่างวิปริตของบทกวี 2 บทนี้แล้ว คุณก็ไม่เห็นว่าการที่บทกวีนี้จะ “แทงใจ” ใครหรือไม่ เป็นประเด็นอีกต่อไป (แต่คุณเลือกจะบอกทำนองว่า เนารัตน์ก็เป็นเช่นนี้แล เขามักปล่อยให้กลอนพาเขาไปไหนต่อไหน)

ตรงนี้จึงกลับมาที่ประเด็นของคุณ meop ในตอนต้น ซึ่งเป็นเหตุให้ผมต้องอภิปรายก็คือ ความเห็นที่ว่า “บทกวีนั้นมีหลายแบบ”   แบบพิเชฐ แบบมนตรี แบบไหนอาจจะ “แทงใจ” ใครก็ได้ ทำไมผมต้องไปเรียกร้องให้บทกวีมีท่าทีทางชนชั้นที่เด็ดขาด ทำไมผมต้อง...ฯลฯ

ผมก็ตอบได้ว่า เพราะคุณ meop นั้นเอาแต่ตี “คนทรง” โดยไม่สนใจ “ผี” และไม่เห็น “ผี” แม้เมื่อผีตัวเดียวกันแสดงความวิปริตผ่านคนทรงให้คุณเห็น คุณก็ยังเอาแต่โทษคนทรง และทำเป็นไม่เห็นผีอยู่นั่นแหละ ทั้งที่คุณก็เห็นแล้วว่าอำนาจของผีนั้นสามารถก่อให้เกิดความวิปริตขึ้นมาขนาดไหน  ยิ่งกว่านั้น เมื่อผมพยายามชี้ให้เห็นผีตัวนี้ และ “ผีตัวอื่น ๆ” คุณก็เข้ามาขัดขวางและพยายามปกป้อง “คนทรง” และในกรณีของเนาวรัตน์คุณก็บ่ายเบี่ยงด้วยการพยายามจะโจมตีเพียงแต่ “คนทรง”

ผมไม่เคยคิดว่าบทกวีควรจะมีแบบเดียว ตรงกันข้าม ผมกำลังชี้ให้คุณเห็นว่า บทกวีที่คุณเห็นว่ามีหลายแบบนั้น แท้จริงแล้วอยู่ภายใต้อำนาจของผีไม่กี่ตัว และวิธีที่จะปลดปล่อยบทกวีให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงนั้น ก็คือการ “ไล่ผี” ออกไป

เหตุที่คุณเอาแต่โจมตีร่างทรงในกรณีของผีตัวใหญ่ เหตุที่คุณเอาแต่ปกป้องร่างทรงในกรณีของผีตัวเล็ก ก็เพราะคุณมองไม่เห็นผี หรือคุณแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่าผีมีอยู่จริง และมีอำนาจจริง หรือคุณตกอยู่ในอำนาจของผีตัวเล็ก?

คุณบอกว่า ถ้าบทกวีแบบมนตรี มันก็เป็นแบบหนึ่งที่อาจจะ “แทง” ไปใจโดนใจใครเข้าก็ได้ คุณถามว่า ถ้ามัน "ทำงาน" กับคนบางกลุ่มเล่าครับ ?

บทกวีแบบมนตรี “ทำงาน” กับคนแบบไหน?

ถ้าให้ตอบ ผมก็ตอบว่า ก็ทำงานกับคนแบบ “คุณ” ไงครับ คุณ meop ทำงานกับคนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ “ผีตัวเล็ก” ตัวเดียวกัน ซึ่ง “ผี” ตัวนี้เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า “ปัจเจกนิยมโรแมนติก” ส่วนพิเชฐ แสงทองเรียกว่า “ปัจเจกนิยมพาฝัน” (ผมคงไม่ต้องบอกคุณนะว่าผีตัวใหญ่เราเรียกกันว่าอะไร)

คุณถามว่า บทกลอน ลูกนกบททางแยก ของพิเชฐ บทนี้ “แดก” ใคร?

ก็ แดก “คุณ” ไงครับ นอกจากคุณแล้วกวีบทนี้ยังแดกบรรดากวีที่หน้าสลอนกันอยู่ในบอร์ดนี้ไม่มีเว้น ไม่ว่าจะเป็น มนตรี ศรียงค์, กฤช เหลือละมัย, จูพเนจร, ซะการีย์ยา อมตยา, อังคาร จันทาทิพย์, ไม้หนึ่ง ก. กุนที, Homo erectus, อาณัติ แสน, สมพงษ์ ทวี, สกิน เฮด, ตองนวล, 6uod, Opet, demalshu, kaviarasu, ดาวเหนือ, ว. แหวนลงยา, Invisible poet, โกฏิดารา, Wish, หมาหัวใจอิสระ ฯลฯ

เขาแดกพวกคุณ เหล่า “ลูกนกบนทางแยก” เขาปลงสังเวชเหล่านักเขียนกวี “เพื่อนร่วมชาติของฉัน” เขาเห็นพวกคุณแล้วจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก “จะร่ำไห้ร้องหาน้ำตาก็ตัน” เพราะพวกคุณนั้นมันเป็นดัง “ลูกนกกะปลกกะเปลี้ย” แค่วิกฤติสังคมการเมืองตั้งเค้าครึ้มก็ “สิ้นใสในดวงตา” มองหาทางไปไม่เป็น พอปรากฏการณ์ปรากฏชัดพวกคุณก็ยังไม่กล้า “แค่แดดแรงอ่อนล้าก็ระอาใจ” ได้แต่ยืนพะว้าพะวังอยู่บน “ทางแยกเปลี่ยวและเรี้ยวรก เห็นตะวันตกก็สะทกผวา” ไม่ว่าจะกวีแดงหรือไม่แดงก็ไม่ต่างกัน ไอ้พวกไม่แดงก็จมอยู่กับ “ปัจเจกนิยมพาฝัน” “จะนอนอิงนิ่งแนบอยู่นานนาน หลับอยู่ในละหานลำธารฝัน” ส่วนไอ้พวกแดงก็ล้าหลัง กลับไป “ชื่นอยู่ในแสงเสี้ยวโคมเคียวจันทร์ ขมคอก็กลืนกลั้นด้วยฝันดี”  ไม่ว่าพวกไหนก็คือ “ทุกทุกทางที่แยกคือแตกร้าว ผ่านพ้นครู่คราวก็ก้าวหนี” เขาเห็นพวกคุณ เขาเห็นวรรณกรรมร่วมสมัยแล้วเขาก็ปลงสังเวชเทศนาออกมาดังนี้ เหล่ากวีนักเขียนร่วมสมัยที่ไร้น้ำยา บทกวีและงานวรรณกรรมร่วมสมัยที่ไร้ปัญญา ไม่สามารถแสดงพลังอันใดออกมาได้แม้แต่น้อยในยามสังคมเกิดวิกฤติ ได้แต่ “สรรเลือกสักแยกก็แตกหัก จิตภักดิ์ใจปองต้องซื้อขาย อุดมคติขากขม โอ้...งมงาย จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ละล้าละลัง”

นี่คือสิ่งที่บทกวี ลูกนกบนทางแยก พยายามจะสื่อสารออกมา!

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #36 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 06:07:53 am » โดย Homo erectus
ขอบคุณครับ คุณวาดรวี ...อ่านการวิจารณ์สนุกมาก รออ่านต่อ
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #37 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 10:50:17 am » โดย Opet
โอวววว!
ลูกนกบนทางแยก "แดก" โอเป็ดด้วยรึเนี่ย ??

แหะ ๆ

อ่านข้างบนแล้ว ตกลงว่า "ผี" มีจริงใช่ไหมครับ
เชื่อตามแล้วไม่งมงายนะคุณวาดนะ

แล้วที่คุณวาดร่ายมาซะยาวเหยียดนี่ล่ะ
แน่ใจนะว่าไม่มี "ผี" ตนใดเข้าสิงสู่
(อ่านมันดีจริงพะยะค่ะ)

อิอิ

บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #38 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 11:15:14 am » โดย อาณัติ แสน
ว้าววว พี่วาด แจ่มชัดๆ และรอคอยอ่านต่อ
แหะๆ พี่หมี่โดนพาดพิงแล้ว ว่าไงเฮียยยย ทำไมเฮียไม่เห็นผี
เห็นแต่ร่างทรง หรือเห็นแต่หมี อุ๊บบบบ!!

บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #39 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 11:16:46 am » โดย อาณัติ แสน
โอ้  เข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่วาด บอกว่า บทกวีบทนี้ของพี่พิเชฐษเทศนา...
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #40 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 11:19:21 am » โดย Opet
จี๊ด ๆ

นักเขียน กวี ศิลปิน ใครเล่า "ไม่เทศนา" หือ
สายลมแสงแดดรึ ?

สาธุ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #41 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 02:26:03 pm » โดย ju
ไมหนึ่ง ก.กุนที กับ ว.แหวน ลงยา ด้วยเหรอ... ฮืม
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #42 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 03:29:15 pm » โดย ju
ผมว่าไม่ควรรออ่านแต่วาดฯวิจารณ์อย่างเดียว แต่จะรอให้จบก่อนก็ได้ ถ้าเห็นแย้งเห็นด้วยอย่างไรน่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นให้เป็นเรื่องเป็นราวเกิดขึ้นนะกับประเด็นนี้
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #43 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 10:07:50 pm » โดย meop
"..นัยยะของตัวบทส่งสารถึงมิตรกวีคนใดเราย่อมตระหนักแก่ใจ.."
.........................

เออวุ้ยผมตอบจากกระทู้โน้นจริงๆ ด้วย อย่างนี้ต้องขอโทษคุณวาดฯ ที่ลงละเอียดกว่าผม ผมลืมง่ายจริงๆ ด้วยซีครับ.. ร้องไห้


และผมไม่ได้ "แถ" หรอกครับ..ค่อยๆ พูดกันก็ได้ ?

...........................

แต่ยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจประเด็นเรื่องผีของคุณวาดฯ แจ่มชัดนักครับ, ข้อมูลของคุณเยอะมาก และน่าสนใจทีเดียวที่เชื่อมโยงมันเข้าด้วยกันได้ดี แต่ต้องขออ่านสักพักก่อนครับ คือผมก็เข้าใจความสำคัญของเรื่องหัวเมืองเหนือบริเวณนั้นที่เคลื่อนไปตามเวลา และการยกย่อง ฯลฯ การให้ความหมาย ฯลฯ ก็เลื่อนไป จนคนสมัยนี้ กวีและนักศึกษาหลายคนแทบจะอธิบายอย่างผิดฝาผิดตัว แต่แล้วมันยังไงต่อ ? ขออ่านก่อนครับ..คงไม่ผิดร้ายเกินไป ?

สำหรับกาพย์กลอนคุณเนาวรัตน์ ผมไม่ค่อยเห็นอย่างคุณวาดฯ น่ะซีครับ (ไม่เกี่ยวกะประเด็นผี) ผมไม่บังอาจอวดแต่งแข่งขันกับใครดอกครับ แต่ผมว่า ทั้งสองบทที่ยกมานั้น  "ว่าไปเรื่อยๆ" ตามทัศนะผม และถ้าบทกวีไทยที่เพราะๆ ต้องการแค่นี้ผมว่าคงแย่.. ยิ่งบทกาพย์นั้น ผมไม่เห็นอย่างคุณวาดฯ เอาเลย ผมว่ามันธรรมดามั่กๆ , แต่ เอ ไม่รู้สิ ผมอาจตีความ "กลอนพาไป " อีกแบบนึง (ผมมิได้ตอบคุณจูไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับคุณจูทั้งหมดครับ) สำหรับผม คำนี้มันหมายถึง "ความ" ข้างในตัวบทด้วย คุณเนาวรัตน์โย้ไปทางโน้น โอนไปทางนี้ ตามข้อมูลที่ฟังๆ มาในขณะนั้น

แล้วก็ประเด็นเรื่องปราสาท "เขา" หรือไม่ "เขา" พระวิหารนั้น ผมยังไม่ใคร่เห็นประเด็นนะครับ นอกจากเคยมีการพยายามจุดเพื่อเล่นคำ โดยสมปอง สุจริตกุล ?

ผมแค่รู้สึกว่า คุณเนาวรัตน์ประเคนคำถ้อยรุนแรงอัดๆๆๆๆ เข้าไปในกาพย์บทนั้น เพราะคิดอะไรอย่างนึง ซึ่ง "อันตราย" และอาจถูกบิดเบียนไปทางอื่นได้ง่ายๆ และเพราะตอนนั้นเขาอ่าน....อยู่

ภูมิเมืองอุตรดิตถ์ คุณวาดฯ อ่านได้ลึกซึ้งมากครับ..เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ก็ค่อนข้างถูกต้อง แต่ผมสงสัยว่าคุณเนาวรัตน์คิดขนาดนั้นหรือเปล่า ? แม้แต่จะคิดในการเข้าทรงของ "ผี" ก็เถอะ ? หรือว่าแกแค่เขียนตามคำขวัญจังหวัด ? กะเอาเข้าผนวกใน "เขียนแผ่นดิน" อันต่อๆ ไป ... คือผมสงสัยว่า สิ่งที่คุณวาดฯ อ่านนั้นน่ะ คงจะมีจริงแน่ แต่กวีใช้มันอยู่ (ทั้งในระดับจิตต่างๆ กัน) หรือเปล่า ?

คือผมสงสัยกวีน่ะครับ คุณเนาวรัตน์แกเข้าทรงอยู่หรือ ? เท่าที่ผมตามๆ อ่านมาในงานระยะหลังๆ ผมไม่เห็นว่าเป็นอย่างนั้น...อย่างที่ผมว่า เคยมีบทที่อาจารย์สมศักดิ์เอามาแซว ซึ่งผมว่า อาจารย์สมศักดิ์น่าจะวิเคราะห์ถูกค่อนข้างมาก


อ้อ..แล้วเหตุที่ผมไม่ได้ตอบเรื่องแทงใจใครสองบทในขณะนั้นนั้น คุณวาดฯ ก็ไม่ต้องเหนื่อยคิดเอาเองว่าผมนั้น "..เห็นความขัดแย้งกันอย่างวิปริตของบทกวี 2 บทนี้แล้ว คุณก็ไม่เห็นว่าการที่บทกวีนี้จะ “แทงใจ” ใครหรือไม่ เป็นประเด็นอีกต่อไป (แต่คุณเลือกจะบอกทำนองว่า เนารัตน์ก็เป็นเช่นนี้แล เขามักปล่อยให้กลอนพาเขาไปไหนต่อไหน).." ดอกครับ ผมก็แค่รอประเด็นที่มากขึ้นของคุณเท่านั้นเอง ว่าคุณจะว่ายังไงต่อ จะได้พูดคุยกันน่ะครับ แหม......

ไม่รู้ดิผมก็เห็นเลาๆ นะครับในเรื่องวาทกรรมจำนวนมากที่ไหลวนจนทั้งกวีทั้งนักคิดนักวิชาการออกอาการ "เป๋" กันไปเกือบหมดในตอนช่วงปัญหาปราสาทเขาพระวิหารนั้น เรื่องมันยาวมาก บางเรื่องก็จุกจิก เช่น เรื่องพื้นที่ทับซ้อน เรื่องจะเขาหรือไม่เขา ฯลฯ ผมนั้นในประเด็นนี้แค่คิดว่า "คนทรง" คนนี้เป๋แน่ๆ ส่วนผีในเรื่องนี้นั้นมีหลายตน แต่เห็นพูดกันมาไม่น้อยแล้ว ก็เลยละๆ ไว้อ้ะครับ...

เรื่องบทกวีมนตรีและพิเชฐ ตามที่คุณวาดฯ ว่าครับ..ยอมครับ เห็นด้วยเลย และเห็นได้ชัดด้วยว่า บทของพิเชฐอาจแดกรายชื่อทั้งหมดที่คุณวาดฯ กล่าวมาได้..

แต่..แดกคุณวาดฯ ไม่ลง ไม่เข้า ไม่ได้แน่ๆ เลย...นี่พูดจริงครับ

คุณวาดฯ มีความกล้าหาญและเป็นตัวของตัวเองดีมากๆ ครับ.....

บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #44 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2010, 11:49:37 pm » โดย wad rawee
เรียนทุกท่าน

มีเรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากน่ารำคาญ ประกอบกับภาระการงานที่รัดตัว ผมจึงขอยุติการโพสต์ความเห็นแต่เพียงเท่านี้

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของความอ่อนวุฒิภาวะที่เล็กน้อยจนเกินกว่าจะเอามาเป็นเรื่องถือโทษโกรธเคือง และเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเอามาเป็นประเด็นถกเถียงให้เสียเวลา และย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประเด็นวิวาทะ หรือการแสดงความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น ความคิดเห็นของท่านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเห็นพ้อง เห็นต่าง เห็นแย้ง เห็นแขวะ หรือ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ผมรับได้ทั้งสิ้น ที่ผ่านมาหากผมมีความสนใจจะแลกเปลี่ยนหรือโต้แย้งผมก็กระทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่ได้คิดจะเข้ามาทำสงครามประสาทกับใคร

ย้ำอีกครั้งว่าไม่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของคนในบอร์ดนะครับ และเป็นเรื่องไร้สาระจนเกินกว่าจะนำมาเอ่ย

คุณ rebel คุณ justoneword และอีกหลายคน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ หากต้องการติดต่อผมก็ขอให้ติดต่อโดยตรงทางอีเมล

คุณ Opet คุณ meop คุณ demalnshu คุณ consoon คุณ ju และคนอื่น ๆ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับ

คุณ Homo erectus ผมเชื่อว่าวันหน้า ใน "ภูมิสถาน" ที่เหมาะสม เราคงได้พบกันอีกในโลกไซเบอร์สเปซ

พิเชฐ ในกรณีที่คุณเข้ามาอ่านกระทู้นี้ ผมไม่ได้ตั้งใจตีหัวเข้าบ้าน หรือวิจารณ์ทิ้งค้างไว้แล้วไม่อธิบาย ผมมีเหตุผลโต้แย้งคุณซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่อย่างที่บอกว่าการงานที่รัดตัวทำให้ไม่สามารถมานั่งโพสต์กระทู้ได้อีกต่อไป และก็คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ส่วนประเด็นที่ค้างคานั้น ผมจะนำมาเขียนเป็นบทวิจารณ์เผยแพร่สู่สาธารณะในโอกาสหน้า
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #45 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 12:07:42 am » โดย meop
ครับ..ยินดีที่ได้คุยกับคุณวาดฯ มากๆ ครับ แม้จะในช่วงไม่นานนัก...

คุณวาดฯ เป็นมิตรในไซเบอร์สเปซที่หาได้ยากยิ่งครับ..ขอบคุณสำหรับแง่คิดที่เป็นประโยชน์ของคุณ ทุกๆ อย่าง ทุกๆ กระทู้เลยครับ

ลาก่อนครับ.........
................. .  .
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #46 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 09:03:08 am » โดย Homo erectus
เรียนทุกท่าน

มีเรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากน่ารำคาญ ประกอบกับภาระการงานที่รัดตัว ผมจึงขอยุติการโพสต์ความเห็นแต่เพียงเท่านี้

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของความอ่อนวุฒิภาวะที่เล็กน้อยจนเกินกว่าจะเอามาเป็นเรื่องถือโทษโกรธเคือง และเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเอามาเป็นประเด็นถกเถียงให้เสียเวลา 


ขอตั้งข้อสังเกตถึงการที่คุณวาดฯ ยุติการเขียน ...เกิดจากมี "ใบสั่ง" ในวงการวรรณการ (ซึ่งอาจจะโดยตรงหรืออ้อมๆก็ได้) ใช่ไหมครับ?....

ขอมองโลกแง่ร้ายไปก่อนว่า "วงการวรรณการแม่งเน่า" บัดซบสุดๆ แล้ว

ถ้ามีไอ้บัดซบตัวไหน ใช้วิธีระยำๆ แบบนี้กับนักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีล่าสุดของคุณวาดฯ ก็ขอฝากไปถึง "ผี" ของมรึงเลยว่า รีบๆไปลงนรกได้แล้ว!
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #47 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 09:05:34 am » โดย Opet
ไปแล้ว อย่าลืมแวะกลับมา(แอบ)อ่าน
บทกวีสายลม แสงแดด ดอกไม้ ภูเขา
ดวงดาว (ของโอเป็ดและเพื่อน ๆ)
บ้างนะครับ

บุญรักษา

อิอิ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #48 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 09:27:01 am » โดย Opet
เรียนทุกท่าน

มีเรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากน่ารำคาญ ประกอบกับภาระการงานที่รัดตัว ผมจึงขอยุติการโพสต์ความเห็นแต่เพียงเท่านี้

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของความอ่อนวุฒิภาวะที่เล็กน้อยจนเกินกว่าจะเอามาเป็นเรื่องถือโทษโกรธเคือง และเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเอามาเป็นประเด็นถกเถียงให้เสียเวลา 


ขอตั้งข้อสังเกตถึงการที่คุณวาดฯ ยุติการเขียน ...เกิดจากมี "ใบสั่ง" ในวงการวรรณการ (ซึ่งอาจจะโดยตรงหรืออ้อมๆก็ได้) ใช่ไหมครับ?....

ขอมองโลกแง่ร้ายไปก่อนว่า "วงการวรรณการแม่งเน่า" บัดซบสุดๆ แล้ว

ถ้ามีไอ้บัดซบตัวไหน ใช้วิธีระยำๆ แบบนี้กับนักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีล่าสุดของคุณวาดฯ ก็ขอฝากไปถึง "ผี" ของมรึงเลยว่า รีบๆไปลงนรกได้แล้ว!

ตั้งข้อสังเกตแบบการเมือง "ขึ้นสมอง" เลยพี่โหโมเรา
ใบส่งใบสั่งอะไรจากใครที่ไหน ไม่น่าเป็นไปได้หรอก
พี่วาดแกบอกโทนโท่แล้วว่า ไม่ได้เกี่ยวกับคู่สนทนา
(หรือเนื้อหา)ที่ถก ๆ กันจั๊กกะหน่อย

คงแค่รำคาญแมงหวี่แมงวันที่ชอบมาตอม ๆ
เวลาพี่แกกำลังจะใช้ความคิดโพสต์โน่นโพสต์นี่เท่านั้น(มั้ง)
อีกอย่างพี่แกบอกแล้ว งานพี่แกเยอะรัดตัว(จะปลิ้นแล้ว)
จึงขอเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ (สาธุ)

แล้วพี่โหโมนึกเหรอว่า ถ้ามีใบสั่งมาจริง
คนอย่างพี่วาดเราจะยอมงอ เอ๊ย "หงอ"
มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลกับสิ่งที่พี่แกเคย "เทศนา"ให้เราฟังมาทั้งหมดเลย (พับผ่า)

คิดการณ์ใหญ่ อยากเปลี่ยนแปลงสังคม
สู่ภาวะอุดม(ดกดื่น)ด้วยประชาธิปไตย
ใยจะมากลัวกลัวใบสั่ง (ราคาใบละร้อย)
แล้วปิดปาก แบ่ะ ๆ
ไม่สมเหตุสมผล
(เน่าไปปล่าว)

ว่ามะ

อิอิ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #49 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 09:29:59 am » โดย ตองนวล
หรือเป็นด้วยมุกเดิมๆ กลัวบอร์ดถูกปิด

เสรีภาพของบรรดานักเขียนกวียุคนี้มีเพียงใต้ กม. เผด็จการ

ยิ่งกว่ากลัวมวลประชาถูกกดหัว ยิ่งกว่ากลัวเสรีภาพถูกลิดรอน

คือกลัวบอร์ดถูกปิด!!!!

ใช่ ไม่ใช่ ก็ไม่ขออภัย
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #50 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 10:05:59 am » โดย demalnshu
เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของความอ่อนวุฒิภาวะที่เล็กน้อยจนเกินกว่าจะเอามาเป็นเรื่องถือโทษโกรธเคือง และเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเอามาเป็นประเด็นถกเถียงให้เสียเวลา และย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประเด็นวิวาทะ หรือการแสดงความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น

^
^


พี่ Homo ฯ มีแว่นตาแบบเดียวเป็นแน่แท้ จึงคิดว่า การยุติการโพสต์ครั้งนี้ ของ คุณ wad ต้องมี "ใบสั่ง" อยู่เบื้องหลัง
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #51 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 11:21:37 am » โดย ทีมงาน TPS.
ตามที่มีผู้คาดการณ์ว่าการหายไปไม่แสดงความคิดเห็นของสมาชิกท่านหนึ่งท่านใด เป็นเพราะมีใบสั่ง
หรือมีการแทรกแซงอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น(ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม)นั้น ยืนยันว่า จนถึงบัดนี้ ยังไม่มี "ใบสั่ง" หรือการแทรกแซงใด ๆ ทั้งจากบุคคลและองค์กร
ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #52 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 08:39:00 pm » โดย Homo erectus
เรียนทุกท่าน

มีเรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากน่ารำคาญ ประกอบกับภาระการงานที่รัดตัว ผมจึงขอยุติการโพสต์ความเห็นแต่เพียงเท่านี้

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของความอ่อนวุฒิภาวะที่เล็กน้อยจนเกินกว่าจะเอามาเป็นเรื่องถือโทษโกรธเคือง และเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเอามาเป็นประเด็นถกเถียงให้เสียเวลา 


ขอตั้งข้อสังเกตถึงการที่คุณวาดฯ ยุติการเขียน ...เกิดจากมี "ใบสั่ง" ในวงการวรรณการ (ซึ่งอาจจะโดยตรงหรืออ้อมๆก็ได้) ใช่ไหมครับ?....

ขอมองโลกแง่ร้ายไปก่อนว่า "วงการวรรณการแม่งเน่า" บัดซบสุดๆ แล้ว

ถ้ามีไอ้บัดซบตัวไหน ใช้วิธีระยำๆ แบบนี้กับนักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีล่าสุดของคุณวาดฯ ก็ขอฝากไปถึง "ผี" ของมรึงเลยว่า รีบๆไปลงนรกได้แล้ว!


คิดการณ์ใหญ่ อยากเปลี่ยนแปลงสังคม
สู่ภาวะอุดม(ดกดื่น)ด้วยประชาธิปไตย
ใยจะมากลัวกลัวใบสั่ง (ราคาใบละร้อย)
แล้วปิดปาก แบ่ะ ๆ
ไม่สมเหตุสมผล
(เน่าไปปล่าว)

ว่ามะ

อิอิ

ผมคงเขียนไม่เคลียร์เอง จึงทำให้คุณเอามาเขียน ถากถางต่อได้

ที่ผมบอกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่ก็ต้องดักคอพวกระยำบัดซบเอาไว้ก่อน

ทั้งหมดที่คิดนึก ไม่ได้หมายถึงพวกกวีในบอร์ดนี้ หรือทีมงานทีพีบีเอส คือ พอเข้ามาอีกทีเห็นทีพีบีเอสมาชี้แจง ซึ่งทำให้ผมรู้ว่า อ้อที่ผมเขียนไป พวกคุณอาจคิดว่าผมสงสัยคุณ???

เปล่าเลย ...เพราะคุณวาดชี้แจงอยู่แล้ว แต่ที่บอกว่า "ใบสั่ง" ผมหมายถึง สังคมนอกอินเตอร์เน็ต ที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการใช้อำนาจบังคับทางตรง ดังเช่น กรณีที่เคยเกิดกับคุณวัฒน์ วรรลยางกูล กรณีนายอินทร์ หรือกรณีที่บางคนถูกถอดจากมติชน

แต่หมายถึงชีวิตประจำวัน เช่น มีคนอ่านบอร์ดแล้วไปพูดคุยกับคุณวาดฯ เรื่องที่เขียนในบอร์ดนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ จนแกรำคาญ...เป็นต้น

นี่เป็นสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต ถ้ามีลักษณะแบบนี้ผมก็ถือว่า "บัดซบ"

แน่นอน ผมไม่ได้ฟันธงว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แต่ถ้าคุณเห็นว่าการตั้งข้อสังเกตแบบนี้ มันน้ำเน่ามากล่ะก็ ก็ขออภัยที่ชวนคุณอ้วกครับ
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #53 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 08:42:20 pm » โดย Homo erectus

พี่ Homo ฯ มีแว่นตาแบบเดียวเป็นแน่แท้ จึงคิดว่า การยุติการโพสต์ครั้งนี้ ของ คุณ wad ต้องมี "ใบสั่ง" อยู่เบื้องหลัง

หึหึ...ครับ ผมมีแว่นอันเดียวแหละครับ และเพิ่งจะแตกไปเสียด้วย สงสัยสายตาผมจะพร่ามัวด้วยโมหะคติเป็นแน่ พ่อกวีใจกว้างทั้งหลายครับ ....

ผมเขียนไม่เคลียร์หรือคุณอ่านไม่รู้เรื่องกันแน่ ที่เขียนว่า "คาดการณ์" ถ้าในแง่การเมืองต้องถือ "ดัดทาง"  ไว้ก่อนถึงผิดก็ดีกว่าเรื่องเงียบว่ะ
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #54 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 08:48:59 pm » โดย demalnshu
สุดๆ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #55 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 11:56:39 am » โดย Opet
อิอิ
ถูกครับ "ดักทาง" ได้ถูกเสมอ
ยินดีด้วยครับ...

ว่าแต่...
ใครหนอมาอ่านบอร์ดแล้วไปพูดให้พี่วาดฯแก "รำคาญ"
กระทั่งทิ้ง "มิตรสหาย" เอาดื้อ ๆ

เดี๋ยวให้พี่กีร์-อริสมันต์พาพวกไปล้อมบ้านเลย

แหะๆ
บันทึกการเข้า

Make Love not Write. ทำรัก เอ๊ย...สร้างรักกันเถอะอย่ามัวแต่เขียน

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #56 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2010, 05:26:39 pm » โดย meop
นกกระสา..
ปลากระแห....

 ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #57 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2010, 07:53:48 pm » โดย โกฏิดารา
เป็นลูกนกบนทางแยกมาฟังพ่อนกแม่นกที่ก็ยังไม่พ้นทางแยกเค้าวิจารณ์กัน...
บันทึกการเข้า

In omnibus requiem quaesivi, et nusquam inveni nisi in angulo cum libro.

  Re: ลูกนกบนทางแยก : พิเชฐ แสงทอง
« ตอบ #58 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 01:50:49 am » โดย meop
ลูกนกตัวนี้คงไม่ได้อะไรนักหรอกนะครับ คุณโกฏิดาราฯ

แต่ถ้าอย่าฟังพ่อนกแม่นกมากนัก ก็น่าจะดีกับลูกนกมากกว่า จิ๊บๆๆๆๆๆ

ยุคสมัยนี้เราต้องการลูกนกอย่างโจนาธาน ลิฟวิงสตัน - หรือวอล์ฟกัง อมาเดอุส อิอิอิ

แกร๊กกก กก  ก  ลังเล
บันทึกการเข้า

 (อ่าน 1303 ครั้ง) 1 [2]
กระโดดไป:  
MemberTools

Photobucket
PhotobucketPhotobucketPhotobucket




หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ปฏิทิน
รายชื่อสมาชิก

เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก



()







15847 กระทู้
2366 หัวข้อ
818 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Ya_

Powered by PHP
Powered by MySQL
Valid XHTML 1.0!
Valid CSS!


รายชื่อหนังสือกวีนิพนธ์ส่งประกวดรางวัลซีไรต์ ๒๕๕๓

Photobucket


SimpleTalks


Thai Poet Society Light Talk



Powered by SMF 1.1.6 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Simplicity design by Bloc